ร่วมประชุม คกก.ลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 3 : 21 เม.ย. 69 นายกเทศมนตรีนครหัวหิน มอบหมายให้ นายสรรภพ อึ้งรัศมี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วย นายจรูญ แจ้งสามสี นายช่างเครื่องกลอาวุโส นายวิชาญ เกษธำรงค์ นายช่างโยธาชำนาญงาน และเจ้าหน้าที่กองการประปาเทศบาลนครหัวหิน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมศูนย์เรียนรู้การชลประทาน สำนักงานชลประทานที่ 14 อำเภอหัวหิน โดยมี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร ผู้ทรงคุณวุฒิ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พร้อมผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำจังหวัดเข้าร่วมประชุม อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ สถานีอุตุนิยมวิทยาเพชรบุรี สำนักงานชลประทานที่ 14 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน การประปาส่วนภูมิภาค สาขาปราณบุรี ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำภาคพาณิชยกรรม ฯลฯ พร้อมประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Webex)
การประชุมครั้งนี้ มีการรายงานและติดตามสถานการณ์ด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ รวมถึงผลการดำเนินงานตามมาตรการรับมือฤดูแล้ง ปี 2569 ตลอดจนการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าโครงการสำคัญ อาทิ การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง รวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี พร้อมกันนี้ ได้มีการพิจารณาทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และการปรับแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และรองรับสถานการณ์น้ำทั้งฤดูแล้งและฤดูฝนอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับปริมาณน้ำดิบที่เทศบาลนครหัวหินได้รับเพื่อนำมาผลิตน้ำประปาให้แก่ประชาชนในพื้นที่นั้น แบ่งเป็นการรับน้ำดิบจากเขื่อนหลัก 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปราณบุรี วันละ 55,000 ลบ.ม. และเขื่อนเพชรบุรี วันละ 20,000 ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่ได้รับทั้งสิ้นวันละ 75,000 ลบ.ม. คิดเป็นปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2,250,000 ลบ.ม.
การประชุมดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างยั่งยืน